เปิดใจคนดังโดยจุ๊กจิ๊ก



 English Version




ฟรี E-newsletter เพื่อ อัพเดทโปรโมชั่น
Email :






email: facial_drk@hotmail.com

ศัลยกรรมตา (blephaloplasty)

"ตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ" ยังเป็นสิ่งที่จริงเสมอ ดวงตาที่สดใสบ่งบอกถึงความสุขที่คุณมี หากคุณมีดวงตาที่กลมโต สดใส จะเป็นเสน่ห์อันตรึงใจแก่ผู้พบเห็น ชั้นของตาถูกกำหนดมาจากเชื้อชาติและพันธุกรรม บางคนมีตาชั้นเดียว บางคนมี 2 ชั้น หากแบ่งการทำศัลยกรรมที่เกี่ยวกับเปลือกตา เราอาจแบ่งได้เป็น

  1. การทำศัลยกรรมตาบน (upper eyelid surgery) คนไข้ที่มักจะมาปรึกษาเพื่อทำศัลยกรรมตาบน มักเป็นคนไข้ 2 กลุ่ม คือ
    • กลุ่มแรก เป็นกลุ่มที่ต้องการมีตา 2 ชั้น เพื่อเน้นตาให้ดูกลมโต เพราะความนิยมมีตา 2 ชั้น ยังเป็นที่นิยมในหมู่คนไทย
    • กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มคนไข้ที่มีอายุมากขึ้น อาจมีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป ในกลุ่มนี้ ปัญหาที่มาพบแพทย์ คือ หนังตาบนหย่อนยานลง โดยเฉพาะบริเวณหางตา จึงทำให้ชั้นตาแลดูเล็กลง ในบางคนที่สูงอายุมาก ชั้นตาอาจปิดลงมากจนขนตาอาจทิ่มแทงเข้าไปในตา ทำให้เกิดระคายเคือง ก่อให้เกิดการอักเสบของตาได้บ่อยๆ การเก็บหนังตาบน นอกจากจะทำเพื่อความสวยงามแล้ว ในบางรายก็เป็นการรักษาไปด้วยพร้อมกัน






  2. การทำศัลยกรรมตาล่าง (lower eyelid surgery) คนไข้ที่มาปรึกษาเพื่อทำศัลยกรรมตาล่าง มักเป็นคนไข้ 2 กลุ่ม คือ
    • กลุ่มแรก เป็นกลุ่มที่มีปัญหาเรื่องถุงไขมันใต้ตาโต ทำให้ตาแลดูพองบวมเหมือนคนเพิ่งตื่นนอนตลอดเวลา กรณีนี้อาจพบได้ทั้งในคนอายุน้อยเช่นกัน กลุ่มนี้จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการหย่อนยานของหนังตาล่างมากนัก
    • กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มคนไข้ที่มีอายุมากขึ้น เปลือกตาล่างและกล้ามเนื้อใต้ตาจะเริ่มหย่อนยาน ทำให้ไขมันใต้ตาแทรกตัวออกมาโป่งพองอยู่บริเวณตาล่าง การตัดแต่งตาล่าง จึงเป็นการเอาส่วนของไขมันออกร่วมกับการเอาหนังตาล่างออกด้วย จึงทำให้ท่านดูอ่อนเยาว์ลง ดวงตาจะดูสดใสขึ้น ความเต่งตึงของของผิวหนังตาจะอยู่ได้นานอีกหลายปี ทั้งนี้ขึ้นกับสภาพผิวของแต่ละคนรวมทั้งการดูแลและการถนอมผิวรอบตา หลังการผ่าตัด ก็มีส่วนช่วยให้ภาวการณ์กลับมาของการหย่อนยานช้าลง

การทำศัลยกรรมตา ทำอย่างไร?

การทำศัลยกรรมตา ทำได้ 2 วิธี

  1. ทำโดยการผ่าตัดจากผิวด้านนอกของเปลือกตา ศัลยแพทย์จะผ่าลงตามแนวของชั้นตาเดิม หรือแนวชั้นตาที่สร้างใหม่ในกรณีที่เป็นตาชั้นเดียว หลังจากนั้นจะเอาส่วนของไขมันที่เกินออก กล้ามเนื้อที่หย่อนยานบางส่วนอาจถูกตัดออกรวมทั้งผิวหนังบนเปลือกตาที่หย่อนก็จะถูกตัดออกด้วย หลังจากนั้นแพทย์จะเย็บผิวหนังของเปลือกตาให้ติดกัน และทิ้งไหมไว้ 5-7 วัน จึงนัดมาทำการตัดไหมออก
  2. ทำโดยผ่าตัดผ่านเปลือกตาด้านใน (transconjunctival eyelid surgery) แผลผ่าตัดจะอยู่ด้านในของเปลือกตา จึงจะไม่มีแผลด้านนอก และแม้แผลด้านในก็ไม่จำเป็นต้องเย็บเพราะโดยธรรมชาติแผลขะปิดได้เอง มักเลือกใช้วิธีนี้ในกรณีคนไข้อายุน้อย มีปัญหาเรื่องไขมันเปลือกตาบนมากหรือถุงไขมันใต้ตามาก โดยไม่ได้มีปัญหาเรื่องความเหี่ยวย่นหรือหย่อนยานของเปลือกตา วิธีนี้จะเป็นการลดความบวมของเปลือกตาโดยมิได้ช่วยเรื่องความตึงของผิวหนังของเปลือกตา

การทำศัลยกรรมใช้เวลาในการทำเท่าใด และต้องนอนพักในโรงพยาบาลหรือไม่?

ระยะเวลาในการทำอยู่ประมาณ 1-  1 ชั่วโมงครึ่ง ขึ้นอยู่กับว่าใช้เทคนิคใดและทำมากน้อยแค่ไหน และไม่จำเป็นต้องนอนพักที่โรงพยาบาล

การผ่าตัดจำเป็นต้องใช้ยาสลบหรือไม่ และจะเจ็บมากหรือไม่?

ในการทำศัลยกรรมตานั้น ไม่ควรจะใช้ยาสลบ เพราะในขณะผ่าตัด แพทย์อาจสั่งให้ท่านลืมตาหรือหลับตาเพื่อกะระยะความห่างของเส้นตาได้แม่นยำขึ้น การใช้ยาชาเฉพาะที่ก็เพียงพอที่จะใช้ในการผ่าตัดศัลยกรรมตา

หลังทำศัลยกรรมตา จะมีอาการอย่างไร และจะดูแลตนเองอย่างไร?

หลังทำศัลยกรรมตา ท่านอาจมีอาการเจ็บบ้างเล็กน้อย อาจมีอาการตึงและระคายตาใน 24-48 ชม. แรก ควรประคบบริเวณแผลผ่าตัดด้วยน้ำแข็ง หลังจากนั้นจึงประคบต่อด้วยน้ำอุ่น อาการบวมต่างๆ จะเริ่มยุบลง อาการเขียวคล้ำรอบตาในบางคนจะเริ่มหายไป ถ้าเป็นการผ่าตัดที่ทำที่เปลือกตาด้านนอก แพทย์จะนัดตัดไหมประมาณ 5-7 วัน หลังจากการผ่าตัด ชั้นตาจะเริ่มเข้าที่ประมาณ 1-3 เดือน ขึ้นอยู่กับการผ่าตัดทำมากน้อยเพียงใด

อาจมีตาพร่ามัวบ้าง หรือ ในบางรายเมื่อกระพริบตาจะรู้สึกตึง แต่อาการทุกอย่างจะเริ่มเข้าที่หลัง 2-4 สัปดาห์ งดเว้นการออกกำลังกายสักระยะหนึ่ง อีกทั้งงดเว้นการดื่ม alcohol ซึ่งจะทำให้มีน้ำคั่งที่บริเวณแผล และทำให้ชั้นตายุบบวมช้าลง

จะแต่งตาหลังจากผ่าตัดได้หรือไม่?

โดยมากจะใช้เวลาประมาณ 7-10 วัน แผลก็จะปิดสนิทดี ประมาณ 2-3 สัปดาห์หลังการผ่าตัด ท่านก็สามารถแต่งตาได้แล้ว การแต่งตาจะช่วยปดปิดรอยแดงของแผลเย็บ ซึ่งอาจจะยังคงเห็นอยู่ รอยแดงจะค่อยๆจางหายไปภายใน 6-8 สัปดาห์ ชั้นตาอาจแลดูหนาและใหญ่กว่าความเป็นจริง ทั้งนี้ เพราะยังคงมีการคั่งบวมของน้ำ ของผิวหนังที่เกิดจากการผ่าตัด การยุบบวมของชั้นตาจนใกล้เคียงกับขนาดที่แพทย์ได้กำหนดไว้อาจกินเวลาประมาณ 3-6 เดือน


ในคนส่วนใหญ่ ผลของการผ่าตัดในระยะยาวเป็นอย่างไร?

รอยของชั้นตาที่ถูกสร้างขึ้นจะอยู่ถาวร แต่ขบวนการหย่อนยานของผิวเปลือกตาจะยังคงดำเนินต่อไป เมื่อเวลาผ่านไปหลายๆปี หนังตาอาจหย่อนยานลงมาปิดรอยของชั้นตาอีก อย่างไรก็ตาม คนไข้ส่วนใหญ่ยังพอใจกับใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์ลงหลังการผ่าตัด การดูแลตนเองตั้งแต่การใช้เครื่องสำอางถนอมดวงตา การรับประทานอาหารที่ช่วยเสริมสร้างผิวและชะลอการทำลายเซลผิว อาจช่วยให้ขบวนการหย่อนยานเกิดช้าลงได้บ้าง อย่างไรก็ตาม เมื่ออายุมาก ความหย่อนยานมิได้เกิดขึ้นที่ผิวของเปลือกตาเพียงอย่างเดียว แต่จะร่วมกับความหย่อนยานของผิวบริเวณขมับด้วย ในคนไข้บางรายจึงอาจจำเป็นต้องดึงขมับร่วมกับการทำศัลยกรรมตาด้วย


ก่อนการตัดสินใจควรทำอะไรบ้าง?

ก่อนการตัดสินใจท่านควรจะ

  1. หาข้อมูลและศึกษาให้เข้าใจถึงผลดีและผลเสียที่อาจมี เปรียบเทียบผลดีผลเสียนั้น หากมีผลเสียจะเกิดอะไรได้บ้าง และท่านรับได้มากแค่ไหน
  2. ปรึกษาศัลยแพทย์ที่ท่านมั่นใจ คุยกับแพทย์ในรายละเอียด ข้อจำกัดของการผ่าตัดในกรณีของท่านคืออะไร โรคประจำตัวคืออะไร รับประทานยาอะไรเป็นประจำหรือไม่ เคยผ่าตัดมาก่อนแล้วหรือไม่ ถ้าเคย ผ่ามาแล้วกี่ครั้ง เคยฉีดสารแปลกปลอมมาหรือไม่
  3. มั่นใจว่าท่านสามารถทำตามคำแนะนำของแพทย์ในการดูแลตนเองหลังการผ่าตัดได้อย่างเคร่งครัด
  4. หาคนมาเป็นเพื่อนและพาท่านกลับบ้านได้หลังการผ่าตัดเสร็จสิ้นแล้ว

ข้อสำคัญที่พึงทราบ

  1. การทำตาบนตาล่าง ไม่สามารถขจัดรอยดำคล้ำของบริเวณรอบตาได้
  2. ไม่สามารถขจัดริ้วรอยเล็กๆที่อยู่บนผิวรอบตาได้
  3. ในบางรายควรร่วมกับการดึงขมับ (forehead lift) หรือการดึงหน้า (facelift)
  4. ความเข้าใจที่ว่าการทำศัลยกรรมตาบนและตาล่างจะช่วยลดริ้วรอยตีนกา (crow's feet) ด้านข้างตาได้นั้นเป็นความเข้าใจที่ผิด ศัลยกรรมตาบน-ตาล่างอาจช่วยลดริ้วรอยตีนกาได้บ้าง แต่ริ้วรอยที่เกิดที่หางตานั้น เกิดจากการหดตัว (action) ของกล้ามเนื้อข้างตา การใช้ botulinum toxin type A (BTX-A) ขณะนี้ที่นิยมใช้แพร่หลายมีชื่อทางการค้าว่า botox และ dysport จะช่วยได้ดีกว่า เพื่อให้การทำศัลยกรรมตาบน-ตาล่างสมบูรณ์มากขึ้น การใช้ร่วมกับการฉีด BTX-A จะทำให้ริ้วรอยต่างๆดูดีขึ้น
  5. การทำศัลยกรรมตาบน-ตาล่างไม่สามารถช่วยขจัดริ้วรอยเล็กๆของผิวหน้าได้ การใช้ร่วมกับการ resurface ผิวหน้าได้แก่ การให้ยาที่ช่วยผลัดผิว (chemical peeling) การใช้เลเซอร์ การฉีด vitamin ต่างๆ ด้วย mesotherapy อาจเป็นทางเลือกอีกทางที่จะทำให้ใบหน้าโดยรวมดีขึ้น
แผนกศัลยกรรมใบหน้า
Copyright © 2007 Facial Cosmetics Surgery